วันนี้
 

square01_pink.gifเกี่ยวกับเรา

square01_pink.gifสมุดเยี่ยม

square01_pink.gifเว็บบอร์ด

square01_pink.gifทดสอบออนไลน์

square01_pink.gifLink

 

 
ขอบคุณเว็บมาสเตอร์
dwthai.com
ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการ
จัดทำเว็บไซต์






ขอบคุณ
อ.ปรีชา เหล่าพันนา
TUMMATH.COM
ที่บริการให้พื้นที่ฝากเว็บ










     
เครื่องคิดเลข
 

 

 

 

 

 

 

 

 




              การพัฒนากระบวนการคิด(ตอนที่2) คราวก่อนได้พูดถึงกรอบความคิดในการพัฒนากระบวนการคิดไปแล้ว
อย่างคร่าวๆในครั้งนี้เราจะมาศึกษา   
concept กระบวนการคิดในแบบต่างๆ ซึ่งในที่นี้เราจะยึดหลักการของท่าน ดร.สุวิทย์
มูลคำ      เป็นหลัก หากท่านต้องการทราบในรายละเอียดเพิ่มเติม ก็สามารถหาซื้อหนังสือมาอ่านได้ ซึ่งท่าน ดร.สุวิทย์ มูลคำ
ได้แยกกระบวนการคิดออกเป็นเล่มๆ มีทั้งหมด 13 เล่มด้วยกัน ราคาเล่มละ 150 บาท  มิติกระบวนการคิดทั้งหมด 12 กระบวน
การ มีดังต่อไปนี้คือ
              1.การคิดวิเคราะห์(Analitical Thinking) หมายถึงความสามารถในการจำแนก แยกแยะองค์ประกอบต่างๆ
ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจเป็นสิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น
เพื่อค้นหาสภาพความเป็นจริงหรือสิ่งสำคัญของสิ่งที่กำหนดให้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ ขั้นแรกคือ การกำหนดสิ่งที่จะวิเคราะห์
กำหนดปัญหาพิจารณาแยกแยะ สรุป เช่น การวิเคราะห์ข่าวเหตุการณ์ วิเคราะห์บทความ

              2. การคิดเปรียบเทียบ(Comparative Thinking) หมายถึงการพิจารณาให้เห็นลักษณะที่มีความเหมือน หรือความแตกต่าง
ระหว่างส่วนหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ การคิดเปรียบเทียบช่วยฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต มีเหตุผล และช่วยฝึกให้เป็นคนที่มีความคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ กระบวนการคิดเปรียบเทียบ 1.กำหนดสิ่งที่จะนำมาเปรียบเทียบ 2.กำหนดวัตถุประสงค์ของการเปรียบเทียบ
3.กำหนดเกณฑ์ที่จะใช้ในการคิดเปรียบเทียบ4.จำแนกแจกแจงองค์ประกอบตามเกณฑ์5.ประเมินผล6.นำผลการคิดไปใช้
ตัวอย่างกิจกรรมเช่น เปรียบเทียบพืชชั้นต่ำกับพืชชั้นสูง เปรียบเทียบสมองกับคอมพิวเตอร์ฯลฯ
           3.การคิดวิพากษ์(
Critical Thinking) หมายถึงความสามารถในการพิจารณา ประเมินและตัดสินสิ่งต่างๆ โดยการพยายาม
แสวงหาคำตอบที่มีความสมเหตุสมผล ประโยชน์ของการคิดวิพากษ์ ช่วยให้เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง เชื่ออย่างมีเหตุผล
ช่วยให้คิด
อย่างรอบคอบครบถ้วน ช่วยแก้นิสัยการด่วนสรุป สิ่งที่นำมาฝึกการคิดวิพากษ์ เช่น ข่าว คำโฆษณา ค่านิยม ความคิดเห็น
ข้อคิด/คำคม สุภาษิต คำประพันธ์ ฯลฯ
            4.การคิดอย่างมีวิจารณญาณ(
Critical Thinking) หมายถึงการคิดที่มีเหตุผลโดยผ่านการพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
มีหลักเกณฑ์ มีหลักฐานที่เชื่อถือได้เพื่อนำไปสู่การสรุปและตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพว่า สิ่งใดถูกต้อง สิ่งใดควรเลือก
หรือสิ่งใดควรทำ ประโยชน์ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือช่วยให้มองอย่างรอบด้านชัดเจน ช่วยให้รู้จักวางแผนการดำเนิน
ชีวิต กระบวนการคิด 1.กำหนดปัญหา 2.รวบรวมข้อมูล 3.จัดระบบข้อมูล 4.ตั้งสมมุติฐาน 5.สรุปอ้างอิง 6. ตัดสินใจ
            5.การคิดแก้ปัญหา(
Problem solving Thinking) หมายถึงความสามารถทางสมองที่จะคิดพิจารณาไตร่ตรอง อย่าง
พินิจพิเคราะห์ ถึงสิ่งต่างๆที่เป็นปมประเด็นสำคัญที่ทำให้สภาวะความไม่สมดุลเกิดขึ้น โดยพยายามหาหนทางคลี่คลายขจัด
ปัดเป่าประเด็นสำคัญเหล่านั้นให้กลับเข้าสู่สภาวะสมดุล การคิดแก้ปัญหามีประโยชน์คือช่วยให้เปิดใจรับสิ่งใหม่ กระตือรือร้น
ช่วยให้มีคุณลักษณะความเป็นผู้นำ กล้าหาญ กล้าเผชิญความจริง กระบวนการคิดแก้ปัญหา 1.กำหนดปัญหา 2.ตั้งสมมติฐาน
3.วางแผนแก้ปัญหา 4.ทดสอบสมมติฐาน 5.สรุปผล ตัวอย่างกิจกรรม "สร้อยทองของวิไล"  สถานการณ์ วิไลติดค้างค่าคอม
พิวเตอร์รายเดือนแก่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งจะต้องจ่าย 7 เดือน วิไลไม่มีเงินสดจึงเสนอให้สร้อยทองแทน ซึ่งมีห่วงทองอยู่ 7 ห่วง
โดยตกลงจะจ่ายให้เดือนละ 1 ห่วง บริษัทยินยอมแต่มีข้อแม้ว่า วิไลจะต้องแกะห่วงทองจากสร้อยได้เพียง 1 ห่วงเท่านั้น ถามว่า
วิไลจะต้องแกะห่วงทองลำดับที่เท่าไรจึงจะสามารถนำไปชำระค่าคอมพิวเตอร์ได้ครบทั้ง 7 เดือน
             6.การคิดสังเคราะห์(
Synthesis-Type Thinking) หมายถึงความสามารถในการรวบรวม ส่วนประกอบย่อยของสิ่งต่างๆของสิ่งของหรือความคิดมาหลอมรวม ได้อย่างผสมผสานกลมกลืนจนกลายเป็นสิ่งใหม่  สิ่งใหม่ที่ได้จากการสังเคราะห์ มี 2 ลักษณะ
คือเป็นสิ่งใหม่จนไม่สามารถเห็นส่วนประกอบย่อย เช่น การผลิตยาเม็ด ยาน้ำต่างๆ อีกแบบหนึ่งคือเป็นสิ่งใหม่ที่ยังสามารถ
เห็นส่วนประกอบย่อย เช่นแกงป่าไก่ ขนมรวมมิตรฯลฯ
            7.การคิดประยุกต์(
Applicative Thinking) หมายถึงการนำความรู้หรือสิ่งของบางสิ่งมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์อย่าง
เหมาะสมกับสภาวการณ์นั้น เพื่อแก้ปัญหา เพื่อการค้นพบสิ่งใหม่ หรือสิ่งทดแทน กระบวนการคิดประยุกต์ 1.กำหนดวัตถุประสงค์
2.ศึกษาแนวคิดของสิ่งที่จะนำไปประยุกต์ 3.คัดเลือกแนวคิด 4.ปรับเปลี่ยน 5.ตรวจสอบผลงาน ตัวอย่างกิจกรรม
เช่น ให้นักเรียนใช้รูปเรขาคณิตออกแบบ เป็นลวดลายต่างๆ
            8.การคิดสร้างสรรค์(
Creative Thinking)  หมายถึงกระบวนการทางปัญญาที่สามารถขยายขอบเขตความคิดที่มีอยู่เดิม
สู่ความคิดที่แปลกใหม่ แตกต่างไปจากความคิดเดิม ประโยชน์ของการคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้พบวิธีแก้ปัญหาในวิถีทางที่ไม่
เคยปฏิบัติมาก่อน ก่อให้เกิดนวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ แปลกใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง        
            9.การคิดเชิงมโนทัศน์(
Conceptual Thinking) หมายถึงความสามารถทางงสมองในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูล
ทั้งหมดที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รูปแบบของการคิดแบบมโนทัศน์ เช่น
Concept Map, Mind Map, Cycle Grap
Web Diagram, Flowchart Diagram , Venn Diagram  เป็นต้น
            10.การคิดเชิงกลยุทธ์(
Strategic Thinking) หมายถึงความสามารถในการกำหนดวิธีการทำงานที่ดีที่สุด และมีความยืดหยุ่น
พลิกแพลงได้ ประโยชน์ของการคิดเชิงกลยุทธ์ ชวยให้เรามองเห็นภาพอนาคตได้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้มองเห็นจุดอ่อน จุดแข็ง
ของตนเองและคู่แข่งขัน ช่วยให้มองเห็นอุปสรรคและโอกาสของความสำเร็จของงาน กระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์
1.กำหนดเป้าหมาย 2.วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายใน ภายนอก 3.ประเมินสถานภาพ 4.กำหนดกลยุทธ์ 5.เลือกกลยุทธ์
6.วางแผนสู่การปฏิบัติ 7.ดำเนินการ 8.ประเมินผล
            11.การคิดบูรณาการ(
Integrative Thinking) หมายถึงความสามารถทางสมองในการเชื่อมโยงหน่วยย่อยต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์อิงอาศัยซึ่งกันและกัน มารวมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนเป็นองค์รวม มีความครบถ้วนสมบูรณ์ กระบวนการคิดบูรณาการ
1.ทลายกรอบความคิดเดิม 2.เพิ่มขยายกรอบความคิดใหม่ 3.เชื่อมโยงให้ร้อยรัด 4.จัดความคิดให้เป็นระบบ
            12.การคิดอนาคต(
Futuristic Thinking) หมายถึงความสามารถทางสมองในการคิดฉายภาพเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ในเวลาที่จะมาถึงข้างหน้า โดยใช้หลักการคาดการณ์ หรือการคาดคะเนที่สมเหตุสมผล การคิดอนาคตมีประโยชน์คือ ช่วยให้
เราสามารถปรับตัวเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ หรือการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงอันตราย
ที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างกิจกรรมที่ฝึกการคิดอนาคต เช่น ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนจะทำในอนาคต หรือการเขียน
เรียงความเกี่ยวกับอนาคตของนักเรียน
            มิติกระบวนการคิด ทั้ง 12 ด้าน คงจะพอเป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนที่จะนำไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเด็ก
นักเรียน ซึ่งกิจกรรมอาจไม่ครบการคิดทั้ง 12 ด้านก็ได้ บางทีกิจกรรมที่เราสอนอยู่ก็เป็นการฝึกทักษะการคิด อย่างเช่น
การให้นักเรียนเขียนแผนผังความคิด การเล่นเกมฝึกทักษะต่างๆ เพียงแต่ว่าก่อนนี้เราไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการคิด
แบบไหนแค่นั้นเอง
            การพัฒนาเด็กๆ ให้เป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น ก่อนอื่นครูก็จะต้องเป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น ด้วย
จึงจะสามารถสอนให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น....

                                                                                                                ที่มา : เอกสารประกอบการอบรม
                                                                                                                                การพัฒนากระบวนการคิด
                                                                                                                                โดย  ดร.สุวิทย์ มูลคำ
                                                                                                                                วันที่ 3-5 พ.ย. 2548
                                                                                                                                ณ สวนน้ำรีสอร์ท อ.พรหมพิราม
                                                                                                                                จ.พิษณุโลก

          p.s. หากท่านต้องการความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนากระบวนการคิด สามารถเข้าไปอ่านได้จากลิ้งค์นี้
                                                         http://www.curric.net/thinking/thinking.htm


       
        

 

  
Google

เนื้อหาสาระทั้งหมด  เพื่อการศึกษา  ไม่สงวนลิขสิทธิ์
แนะนำติชม : krumaliwan@hotmail.com